รวมสุดยอด สมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีน่าจับตาปี 2018

รวมสุดยอด สมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีน่าจับตาปี 2018 หลายคนอยากรู้ว่าเทรนด์ สมาร์ทโฟน ปี 2018 จะเป็นอย่างไร มีการคาดการณ์ว่าค่ายยักษ์ใหญ่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในงาน MWC (Mobile World Congress 2018) ที่จะมีขึ้นช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ (26 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2018 ) จัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

สมาร์ทโฟน galaxy s9เปิดตัวด้วย Galaxy S9/S9+ ซึ่งเป็นการพัฒนาจาก Galaxy S8/S8+ จาก Samsung ค่ายยักษ์ใหญ่ Huawei เพิ่มกล้องหลัง 3 ตัว ใน Huawei P20, P20 Plus และ P20 Pro บริษัท Sony มีกล้องหลังคู่ หน้าจอ OLED ในอัตราส่วน 18:9 ในรุ่น Xperia XZ Pro ราคาระดับสูง Xiaomi จะเปิดตัว 2 รุ่น คือ Mi Max 3 ราคาระดับกลาง ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และรุ่นล่าสุด Xiaomi Mi7 ราคาระดับสูง

สมาร์ทโฟน Nokia 3310Nokia ปัดฝุ่น Nokia 3310 ให้เชื่อมต่อ 4G Nokia1 ในราคาไม่แพงจนเกินไป Nokia9 ราคาระดับสูง Asus เปิดตัว ZenFone 5 Series LG มี LGG7 รวมถึงค่ายอื่นๆ เช่น Alcatel/BlackBerry, HTC, Lenovo/Moto ที่จะนำผลิตภัณฑ์มาแสดงในงาน

ส่วน iPhone เปิดตัวโทรศัพท์หน้าจอคมชัดสูง OLED 2 รุ่น คือ 6.5”OLED, 5.8” OLED รุ่นธรรมดา (หน้าจอ LCD ) 1 รุ่น คือ 6.1” TFT-LCD ทั้งนี้ยังมีกระแสข่าวลือว่าอาจมีลดราคาโทรศัพท์บางรุ่นเพื่อชดเชยยอดขาย iPhone X และสมาร์ทโฟนจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง ขอให้อดใจรอ เดือนมีนาคมนี้คงได้เห็นความชัดเจน

สมาร์ทโฟน 5Gในหลายปีที่ผ่านมาเครือข่ายไร้สาย 3G มีการใช้งานทั่วโลก หลายประเทศมี 4G และ 4G LTE และปี2018 เป็นการเริ่มต้นแห่งยุค 5G จะมีการใช้งานในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ครั้งที่ 23 (พย็องชัง 2018 ) ประเทศเกาหลีใต้ ทดสอบประสิทธิภาพก่อนจะใช้อย่างเป็นทางการใน 2 ปีข้างหน้า

การปรากฏตัวของเครือข่ายไร้สาย 5G ทำให้มีการคาดการณ์กันว่า สมาร์ทโฟนจะเริ่มเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยปีนี้พัฒนาใน 2 ส่วนหลัก คือ อุปกรณ์รองรับการใช้งานสมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1.อุปกรณ์รองรับการใช้งานสมาร์ทโฟน
มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับเครือข่าย 5G รองรับเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน สามารถแบ่งได้ ดังนี้

1.1 CPU หรือหน่วยประมวลผล (คลังสมองของสมาร์ทโฟน)

ซึ่งปัจจุบันมีแกนสมองเริ่มตั้งแต่ 4 แกนก็เพียงพอสำหรับการทำงานไม่หนักจนเกินไป โทรศัพท์บางเครื่องใช้ CPU 6 แกน Sumsung ใช้ CPU 8แกน เช่น Galaxy S4, Galaxy S8edge เป็นต้น

โดยแนวโน้มการพัฒนาชิปประมวลผลในปีนี้ พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น 10 แกน หรือมากกว่านั้น แกนสมองยิ่งมีมากยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผล รองรับการใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่การมีแกนจำนวนมากก็ส่งผลต่อการใช้พลังงานแบตเตอรี่ (ตามการใช้งานที่หนักมากขึ้น)

1.2 แบตเตอรี่

เป็นปัจจัยหลักของการใช้งานสมาร์ทโฟน ผู้ผลิตชิป และบริษัทมือถือได้พัฒนาแบตเตอรี่ให้สามารถจัดเก็บประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น พัฒนาให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยมี 2,700 – 5,300 mAh การชาร์จไฟ 1 ครั้ง สามารถใช้งานได้นานมากกว่า 100 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับการใช้งาน) หากดูหนังฟังเพลง เล่นเกม อย่างต่อเนื่องพลังงานไฟฟ้าก็หมดเร็ว ผู้ผลิตจำนวนมากได้พัฒนาเทคโนโลยีชาร์จเร็ว ชาร์จไร้สาย เพื่อให้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง

1.3 ระบบปฎิบัติการ (ซอฟต์แวร์)

มีหน้าที่รับส่งและจัดเก็บข้อมูลกับฮาร์ดแวร์ สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android (บริษัท Google) เวอร์ชั่นล่าสุด Android Oreo 8.1 มีการพัฒนาปรับปรุงให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เพิ่มช่องค้นหาใบหน้าในหน้าตั้งค่า สามารถปรับแสงมืดสว่างตามพื้นหลังโดยอัตโนมัติ ฯลฯ

สมาร์ทโฟน apple

ส่วน iOS เป็นระบบปฎิบัติการของ iPhone เวอร์ชั่นล่าสุด iOS 11.2.5 มีการแก้ไขจุดอ่อนบางด้านของรุ่น 11 โดยเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผล ปรับปรุงแถบหน้าจอ พัฒนา Siri ให้สามารถโต้ตอบผ่านลำโพง ฯลฯ

ในปีนี้ Android และ iOS พัฒนาระบบรองรับเครือข่ายไร้สาย 5G เทคโนโลยี Internet of Things (IOT) ทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) อุปกรณ์เซ็นเซอร์ แว่นตาเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะส่งผลดี เพื่อเปิดใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้พร้อมกัน เล่นกมได้อย่างสนุกมากขึ้น ดูหนังที่ภาพมีความละเอียดสูง การถ่ายภาพมีความคมชัด มีระบบป้องกันการโจรกรรมข้อมูล สั่งงานให้เครื่องจักรทำงานตามความต้องการ

1.4 หน่วยเก็บความจำ

ทำหน้าที่เก็บข้อมูล และชุดคำสั่งข้อมูลเพื่อประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย Rom (ในตัวเครื่อง) ขนาดความจำ 32 Gb เหมาะกับการใช้งานไม่หนักมาก และ Ram (ชั่วคราว) ถ้าเล่นเกมควรใช้ Ram 2 Gb ขึ้นไป และหน่วยเก็บความจำนอกเครื่อง (Micro SD Card) ซึ่งเริ่มต้น 128 Gb

สมาร์ทโฟนบางรุ่นเพิ่มขีดความสามารถการจัดเก็บข้อมูล จึงใช้งานหน่วยความจำทั้ง 3 ส่วนร่วมกัน โดย Rom จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 64 Gb Ram 8 Gb Micro SD 256 Gb ซึ่งแนวโน้ม หน่วยความจำจะพัฒนาให้เก็บข้อมูลมากขึ้น

สมาร์ทโฟน selfie

1.5 กล้องถ่ายภาพ

เป็นจุดขายของสมาร์ทโฟน หลายรุ่นมีการทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ ระบบเซ็นเซอร์เพื่อจับภาพใบหน้าบุคคล (มีระบบป้องกันไม่ให้ภาพเบลอ แม้มือจะสั่นก็ตาม) ปีนี้มีการพัฒนากล้องด้านหลังมีมากกว่า 1 กล้อง บางรุ่นเปิดตัวกล้องหลัง 3 กล้อง เพื่อประสิทธิภาพในการถ่ายภาพได้ชัดเจนหลากมุมมอง ความละเอียดภาพกล้องด้านหลังคู่ เริ่มตั้งแต่ 12 ล้านพิกเซล กล้องหน้าเริ่มต้นตั้งแต่ 7 ล้านพิกเซล (บางรุ่นมีความละเอียดสูง 16 ล้านพิกเซล) มีรูรับแสงกว้าง F/1.7 – F/2.4

และกล้องสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่องได้ถึง 960 เฟรมต่อวินาที บันทึกภาพเคลื่อนไหวที่มีความคมชัด (ความละเอียดของเม็ดสีภาพ) ระดับระดับ Full HD – 4K Ultra HD

1.6 อุปกรณ์เซ็นเซอร์ (ตรวจจับสัญญาณ อุณหภูมิ เสียง แสง)

เป็นอุปกรณ์หลักที่สมาร์ทโฟนทุกค่ายได้พัฒนา รองรับการใช้งานเทคโนโลยีเสมือนจริง ป้องกันความปลอดภัย อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง ปัญญาประดิษฐ์

ตัวอย่างเช่น Huawei Mate 10 Pro ใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับสแกนรอยนิ้วมือ จับการหมุน การเคลื่อนไหวของโทรศัพท์ ปรับแสงสว่างหน้าจอขณะสนทนา ใช้เป็นเข็มทิศนำทาง ตรวจวัดความกดอากาศ สามารถรับรู้ว่าใครเปิดปิดฝาเคส ฯลฯ

2.เทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง
สมาร์ทโฟนมีการปรับตัว เร่งสร้างผลิตภัณฑ์ให้ทันกับเทคโนโลยี บางบริษัทมีหน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีโดยเฉพาะ มีการทำงานร่วมกันหลายบริษัท ซื้อเทคโนโลยีและพัฒนาต่อยอด ทิศทางของปี 2018 มีดังนี้

2.1 การรับชมภาพคมชัดสูง

สมาร์ทโฟนพัฒนาภาพหน้าจอให้สว่าง คงทน ไร้ขอบ ทำให้ภาพในหน้าจอดูกว้างและอิสระ โดยใช้เทคโนโลยีหน้าจอ OLED (Organic Light Emitting Diodes) ปรับใช้งานกับโทรศัพท์ เพราะหน้าจอดังกล่าวผลิตจากพลาสติก มีคุณสมบัติ คงทน บางเบา ยืดหยุ่น โค้งงอ ภาพหน้าจอสว่างกว่าปกติ

ซึ่งมีความคมชัดของภาพตั้งแต่ Full HD ( Full High Definition Television) ความละเอียดภาพสูงมาก 2,074,000 pixels / frame (1920 x 1080) จนถึงความละเอียดมากเป็น 4 เท่าของ Full HD (4k) โดยอนาคตคาดการณ์กันว่าจะสามารถรับชมภาพ 3 มิติ ซึ่งจะฉายภาพอยู่กลางอากาศบนหน้าจอสมาร์ทโฟน

2.2 เพิ่มประสิทธิภาพในการชาร์จแบตเตอรี่

ปัจจุบันเราใช้สมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงและใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบตเตอรี่หมดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตมือถือ และชิปประมวลผลต่างพยายามคิดค้นเทคโนโลยีชาร์จเร็วมาใช้งาน การชาร์จไฟใช้เวลา 40 นาที ได้พลังงานถึง 60% iPhoneได้พัฒนาอุปกรณ์การชาร์จไร้สายควบคู่ ในชื่อ Air Power สามารถชาร์จไฟโดยวางโทรศัพท์ไว้บนแท่นชาร์จโดยไม่ต้องต่อพ่วงสาย

สมาร์ทโฟน wireless chargersWattUp ได้พัฒนาเทคโนโลยีชาร์จไร้สาย โดยไม่จำเป็นต้องวางอุปกรณ์บนแท่นชาร์จ ใช้แท่นชาร์จไฟฟ้าเปลี่ยนกระแสไฟเป็นคลิ่นวิทยุ ส่งสัญญาณถึงอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน เช่น โทรศัพท์ โทรศัพท์จะเปลี่ยนคลื่นวิทยุเป็นกระแสไฟ

ในอนาคตเป็นยุคโทรศัพท์มือถือไร้แบตเตอรี่ เพราะมีผลวิจัยของมหาวิทยาลัย University of Washington วิทยาเขต Seattle ใช้วิธีกักเก็บพลังงานจากคลื่นวิทยุ ผ่านเสาส่งสัญญาณคลื่น FM – AM กับแผงวงจรไฟฟ้าในตัวเครื่อง ขณะการใช้งาน ต้องกดปุ่มกดรับสาย ใช้งานร่วมกับหูฟัง

2.3 การมาของอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง Internet of Things (IOT)

เริ่มมีการใช้งานในอุตสาหกรรมเกษตร การขนส่ง การควบคุมการทำงานของรถยนต์ โรงไฟฟ้า หลักการทำงาน ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสั่งงานควบคุมอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์เซ็นเซอร์ หลายคนคุ้นหู Smart farmer, Smart home, smart car, Smart city ซึ่งเป็นการต่อยอดเทคโนโลยีดังกล่าว

2.4 ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI)

สิ่งไม่มีชีวิต มีความฉลาดล้ำใกล้เคียงมนุษย์ อาจเป็นโปรแกรม หุ่นยนต์ มีระบบการคำนวณ วิเคราะห์เหตุผล เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมศาสตร์

iPhone มีปรากฎตัวในชื่อ Siri เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของมนุษย์ ช่วยส่งงาน แปลภาษา Samsung มี Bixby เป็นผู้ช่วยส่วนตัว มือถือหลายค่ายนำ Amazon Alexa จาก Amazon มาทดลองใช้

2.5 การป้องกันโจรกรรมด้วยระบบสแกนนิ้วมือและโครงหน้า

ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นแอบใช้งาน หลายบริษัทพัฒนาระบบสแกนนิ้วมือ เช่น Vivo ใช้สแกนรอยนิ้วมือผ่านแผงหน้าจอโดยใช้การสร้างภาพด้วยคลื่นอัลตร้าโซนิค

แต่เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพแม่นยำ เมื่อเทียบกับการจับภาพด้วยโครงหน้า iPhone พัฒนา Face ID ใช้กล้องคลื่นรังสีอินฟราเรด อ่านรูปร่างใบหน้าจากการฉายจุดเล็กๆ ทั่วบริเวณใบหน้า

Samsung Galaxy Note 8 ใช้เทคโนโลยีFace Recognition ใช้ใบหน้าและสแกนด้วยม่านตา Vivo V7+ จดจำใบหน้าด้วยกล้องหน้า ในชื่อ Face Access

2.6 การฉายภาพเสมือนจริง ด้วยเทคโนโลยี Virtual Reality (VR)

คือการจำลองสภาพแวดล้อมให้เหมือนจริงผ่านการมองเห็น ได้ยิน สัมผัส มักใช้ควบคู่กับแว่นตาสามมิติ (ตัดขาดออกจากโลกจริง) ใช้ในการจำลองการขับเครื่องบิน ใช้ในการศึกษาวิจัย

และ Augmented Reality คือ การรวมสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น ภาพ วิดีโอ เสียงเข้าด้วยกันในเวลาเดียวกัน ข้อมูลจะส่งไปที่ตัวประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต อุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองกับสิ่งจำลองนั้น ตัวอย่าง คือ เกม Pokemon Go ในปี 2016 และ Harry Potter : Wizards Unite จากWarner Bros กำหนดเปิดตัวในปีนี้

สมาร์ทโฟน ASUS ZenFone AR (ZS571KL) ได้เปิดตัวเทคโนโลยี Tango ซึ่งเป็น AR รูปแบบใหม่ และ Daydream ซึ่งเป็น VR ที่มีคุณภาพสูง จาก Google สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหว ตรวจจับระยะห่างพื้น กำแพง และวัตถุต่างๆ ในแบบ 3มิติ

บทสรุป ปี 2018 มีการพัฒนาอุปกรณ์รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง เริ่มต้นพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ การฉายภาพเสมือนจริง ระบบการชาร์จแบตเตอรี่ การป้องกันการโจรกรรมข้อมูลผ่านระบบสแกนนิ้วมือ และโครงหน้า การเชื่อมโยงให้สมาร์ทโฟนควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลทำให้พฤติกรรมผู้ใช้งานเปลี่ยนไป

บริษัท Apple และ Google มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟน ให้มีความล้ำสมัย เริ่มต้นด้วยการพัฒนาขีดความสามารถระบบปฎิบัติการ บริษัทผู้ผลิตชิปประมวลผลได้พัฒนาขีดความสามารถ CPU ให้มีแกนสมองมากกว่า 10 แกนบริษัทมือถือใช้เซ็นเซอร์ร่วมปัญญาประดิษฐ์ กล้องถ่ายภาพมีขีดความสามารถสูง มีความละเอียดมากกว่า 7 ล้านพิกเซล และพัฒนาการชาร์จไฟให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า ได้จินตนาการว่า คนในยุคอนาคตจะมีโปรแกรมอำนวยความสะดวกสั่งงานด้วยเสียงพูด สั่งงานอุปกรณ์ให้ทำตามคำสั่งได้แม้อยู่ในระยะไกล ดูหนังฟังเพลง พูดคุยโทรศัพท์ เป็นภาพเคลื่อนไหว แบบ 3 มิติ ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์ 2 กลุ่มมีการถกเถียงกัน กลุ่มแรกมีความเป็นห่วงกลัวความล้ำหน้าของเทคโนโลยี (โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์) อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ กลุ่มที่สองมองว่า แทนที่จะห่วงกังวลควรหาวิธีป้องกันและอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีดังกล่าว ปี 2018 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี ไม่เฉพาะสมาร์ทโฟน แต่เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกไปเลย